สวัสดีชาวโลก – -‘

ยินดีต้อนรับสู่เวิร์ดเพรส นี่เป็นเรื่องแรกของคุณ คุณสามารถแก้ไขหรือลบมันได้ แล้วเริ่มการเขียน

คุณสมบัติประจำตำแหน่ง (Job Qualifications) คืออะไร

คุณสมบัติประจำตำแหน่ง(Job Qualifications)คือ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ และทักษะที่ผู้สมัครงานในอุดมคติของตำแหน่งงานนั้น ๆ ควรมี คุณสมบัติประจำตำแหน่งหมายรวมถึง บุคลิกลักษณะนิสัยบางอย่าง ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ทักษะ และองค์ประกอบอื่น ๆ ของผู้สมัครงานที่อาจจะทำให้เขาหรือเธอเป็นคนที่เหมาะสมสำหรับงานหรืออาชีพนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยทั่วไปแล้ว คุณจะพบลิสต์รายการที่ระบุคุณสมบัติประจำตำแหน่งได้ในประกาศรับสมัครงานแทบทุกชิ้น

คุณสมบัติเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าคน ๆ หนึ่งเหมาะสมกับงานนั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน โดยขึ้นอยู่กับว่าบริษัทกำลังมองหาอะไรอยู่

ผู้สมัครจึงจะถูกประเมินโดยดูจากคุณสมบัติส่วนตัวเป็นพื้นฐานเพื่อใช้ในการพิจารณาสำหรับการเรียกเข้ามาสัมภาษณ์งานเป็นลำดับต่อไป

หลังจากนั้น ผู้สัมภาษณ์งานจะประเมินผู้สมัคร และเลือกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งงานนั้น

คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงาน (Job Requirements) คืออะไร?

เมื่อคุณอ่านประกาศรับสมัครงาน คุณจะสังเกตเห็นข้อความที่หมายถึง คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงาน(Job Requirements)ได้อยู่บ่อยครั้ง นั่นเป็นเพราะนายจ้างมักคิดว่า คุณสมบัติเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงานในตำแหน่งนั้นให้ได้ผลออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ

คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงานอาจหมายรวมถึง ทักษะเฉพาะ ประเภทของงาน และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ความสามารถพิเศษ ภูมิหลังทางการศึกษา ประกาศนียบัตรทางวิชาชีพ หรือสาขาวิชาที่เรียนจบมา ในประกาศรับสมัครงานอาจมีการระบุถึง ทักษะ ประสบการณ์ หรือเอกสารรับรองอื่น ๆ ซึ่งถ้าคุณมีก็จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน

การจับคู่คุณสมบัติของคุณให้ตรงกับคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงาน

ผู้สมัครควรอ่านคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงานที่ตนเองสนใจอย่างรอบคอบ และอ้างอิงคุณสมบัติของตนเองที่สอดคล้องกับคุณสมบัติในตำแหน่งงานนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในใบสมัครงาน จดหมายสมัครงาน และเรซูเม รวมถึงระหว่างการสัมภาษณ์งานด้วย

ถึงแม้ว่าอาจมีการระบุไว้ว่างานในตำแหน่งนี้ต้องการผู้ที่มีคุณสมบัติตามนี้เท่านั้น ผู้สมัครก็ยังควรคิดที่จะสมัครงานในตำแหน่งที่ตนเองสนใจถ้ารู้ตัวดีว่าตนเองมีคุณสมบัติส่วนใหญ่ตรงตามนั้น แต่ไม่ตรงทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในประกาศรับสมัครงาน เพราะนายจ้างอาจจะเลือกผู้สมัครที่มีความเชี่ยวชาญในด้านที่สำคัญหลัก ๆ ต่อการทำงานในตำแหน่งนี้แต่ยังขาดคุณสมบัติอื่น ๆ อยู่ก็ได้ ฝ่ายบุคคลที่ทำหน้าที่สรรหาว่าจ้างอาจพบว่าไม่มีผู้สมัครคนไหนในฐานข้อมูลที่มีอยู่มีคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงานครบถ้วนทุกข้อเช่นกัน

10 เคล็ดลับการเตรียมตัวเพื่อสัมภาษณ์งาน

นักศึกษาที่กำลังจะจบจากมหาวิทยาลัยสามารถเพิ่มโอกาสในการได้งานของตนให้มากขึ้นได้ตั้งแต่ตอนที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยหากมีการเตรียมตัวเพื่อการสัมภาษณ์งานมาก่อน

มีสิ่งสำคัญอยู่ 5 อย่างที่คนหางานควรทำ และการกระทำ 5 อย่างที่พวกเขาต้องหลีกเลี่ยงที่จะทำเพื่อให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการได้งานมากขึ้น

  1. จงเตรียมตัวมา

คุณควรค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทหรือองค์กรที่คุณกำลังจะไปสัมภาษณ์งาน และค้นหารายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่คุณสมัครไป ใช้อินเตอร์เนต เพื่อน และญาติพี่น้องของคุณให้เป็นประโยชน์ หรือติดต่อไปยังบริษัทนั้นเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรของพวกเขา และรายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งงานนั้น คุณต้องเตรียมตัวมาเพื่อให้พูดเรื่องที่เกี่ยวกับองค์กรนั้นได้อย่างถูกต้อง และบอกเหตุผลด้วยว่าทำไมคุณถึงอยากทำงานที่นั่น

  1. แต่งตัวให้เหมาะกับงาน

คุณควรใส่ชุดที่เป็นทางการที่สุดที่มีแนวโน้มว่าจำเป็นจะต้องใส่หากต้องทำงานในตำแหน่งนั้น เพื่อเป็นการแสดงให้นายจ้างเห็นด้วยว่าคุณสามารถนำเสนอภาพลักษณ์องค์กรของพวกเขาออกมาได้ดีเพียงใด

  1. พูดถึงทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ของคุณอย่างระมัดระวัง

คุณต้องพูดออกมาให้ได้ว่า คุณจะสามารถสร้างคุณประโยชน์ให้กับบริษัทได้อย่างไร แสดงให้นายจ้างเห็นว่าคุณเชื่อว่าตนเองสามารถทำงานนี้ได้โดยการอ้างถึงทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ที่คุณมี

  1. เตรียมพร้อมในการถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับตนเอง

การสัมภาษณ์งานไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของนายจ้างเท่านั้นแต่การสัมภาษณ์งานเป็นเรื่องของคุณด้วยเช่นกันที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับตำแหน่งงานนั้น และดูว่ามันเหมาะสมกับคุณจริง ๆ หรือไม่ ถ้าคุณเตรียมตัวมาอย่างดี คุณก็ควรจะรู้เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับตำแหน่งงานนี้ และสามารถถามคำถามที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเองได้ในกรณีที่การสมัครงานของคุณประสบความสำเร็จ

  1. นำเอกสารที่เกี่ยวข้องไปสัมภาษณ์งานด้วย

ตัวอย่างเช่น สำเนาเรซูเม ประกาศนียบัตร จดหมายแนะนำ หรือชื่อและรายละเอียดช่องทางการติดต่อของบุคคลอ้างอิงของคุณ

  1. อย่ามาสัมภาษณ์งานสาย

วางแผนจัดการเวลาให้มาถึงแต่เนิ่น ๆ และรวบรวมสติของคุณให้ดีก่อนการสัมภาษณ์งาน

  1. อย่าตื่นตระหนกจนเกินไป

คุณต้องจำไว้ว่านายจ้างไม่ได้พยายามจะแกล้งทำให้คุณเสียความมั่นใจระหว่างการสัมภาษณ์งานเสียหน่อย

  1. อย่าโกหกเรื่องทักษะและประสบการณ์ของคุณ

เป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องมีความจริงใจและพูดถึงทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ของคุณในเชิงบวก แต่อย่าสร้างเรื่องขึ้นมาเอง คุณต้องแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าจริง ๆ แล้วคุณเป็นใคร

  1. อย่าโพสต์อะไรมากเกินไปนักทั้งในเฟซบุ๊คและเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่น ๆ

ปัจจุบันนี้นายจ้างใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการรวบรวมข้อมูลเพื่อให้มองเห็นภาพของคนที่จะมาเป็นพนักงานได้มากขึ้น ดังนั้นคุณจึงต้องระวังสิ่งที่ตนเองกำลังจะโพสต์ลงไปด้วย

  1. อย่าหมดกำลังใจถ้าคุณไม่ได้งานนี้

จงจำไว้ว่า เป็นไปได้ว่ามีผู้สมัครในตำแหน่งนี้หลายคน และมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะได้งานนี้ คุณจึงต้องพยายามถามหาความคิดเห็นของคณะผู้สัมภาษณ์ด้วยว่าทำไมคุณถึงไม่ได้รับตำแหน่งนี้ คุณควรเรียนรู้จากประสบการณ์ในครั้งนี้และตั้งเป้าหมายว่าจะทำได้ดีกว่านี้ในการสัมภาษณ์งานครั้งหน้า

6 คำถามที่ควรถามตัวเองก่อนตอบรับข้อเสนองาน

คุณควรตอบตกลงกับว่าที่นายจ้างในอนาคตคนนี้ไหม?

หากคุณเพิ่งได้รับข้อเสนอให้เข้าทำงาน เราก็ขอแสดงความยินดีกับข่าวดีเช่นนี้ด้วย ถ้าคุณอยากจะตอบตกลงแต่ก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้างเล็กน้อย ก่อนที่คุณจะตัดสินใจตอบรับข้อเสนอใด ๆ ไป จึงมีบางคำถามที่คุณควรจะถามตัวเองก่อน

  1. คุณได้รับข้อเสนอเงินเดือนที่ยุติธรรมดีแล้วใช่ไหม? ข้อเสนอนี้สามารถเทียบกับเงินเดือนที่คนอื่น ๆ ในตำแหน่งเดียวกันได้ใช่ไหม?

ถึงแม้ว่าการมีเงินเยอะไม่ได้หมายความว่าจะนำความสุขมาให้คุณได้เสมอไป แต่แล้วความชอบในสิ่งที่คุณทำหรือความพึงพอใจที่มีต่องานของคุณมีบทบาทสำคัญมากกว่าจำนวนเงินที่คุณหามาได้มากแค่ไหนกันล่ะ คุณจึงควรได้รับค่าจ้างให้สมกับคุณค่าในตัวคุณ

ลองหาข้อมูลดูว่าคนอื่น ๆ ที่ทำงานในสายงานเดียวกันได้รับค่าจ้างเท่าไหร่ โดยเปรียบเทียบตัวคุณเองเฉพาะกับคนที่มีประสบการณ์และการศึกษาคล้ายคลึงกัน คุณควรพิจารณาเรื่องทำเลที่ตั้งที่ทำงานของคุณด้วยเช่นกัน เพราะเงินเดือนในตำแหน่งเดียวกันอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค ถ้าคุณพบว่าเงินเดือนที่เสนอให้คุณนั้นต่ำกว่าสิ่งที่คุณคิดว่าคุณควรจะได้ คุณสามารถลองเจรจาต่อรองข้อเสนอก่อนที่คุณจะปฏิเสธงานนั้นไป

  1. คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับว่าที่เจ้านายในอนาคต? เขาหรือเธอดูท่าทางน่าจะเป็นคนที่มีความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีกับคุณใช่ไหม?

คุณไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นคู่หูคู่ซี้กับหัวหน้า และในเกือบจะทุกกรณีคุณก็ไม่ควรทำเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม คุณก็ยังต้องเข้ากับเขาหรือเธอให้ได้ ความประทับใจแรกที่คุณมีต่อว่าที่เจ้านายอาจไม่ถูกต้องเสมอไป แต่คุณควรเชื่อในสัญชาตญาณของคุณเอง ตัวอย่างเช่น มันอาจเป็นสัญญานไม่ดีถ้าคุณสังเกตเห็นว่า ว่าที่นายจ้างของคุณปฏิบัติต่อลูกน้องไม่ดี หรือพูดจาหยาบคายกับพวกเขา หรือพูดถึงพวกเขาในทางเสียหาย ในขณะที่คุณเข้าไปเยี่ยมชมที่ทำงานแห่งนั้นเพื่อไปสัมภาษณ์งาน

  1. คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเพื่อนร่วมงานที่มีศักยภาพในที่ทำงานบ้าง?

เป็นไปได้ว่าคุณอาจจะยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานของคุณทุกคน แต่คุณอาจจะได้เจอพวกเขาเมื่อคุณได้รับการพาชมไปทั่วออฟฟิศระหว่างที่คุณมาสัมภาษณ์งาน

แต่ถ้าคุณไม่มีโอกาสได้เจอพวกเขาโดยตรง อย่างน้อยคุณก็อาจจะแอบมองพวกเขาที่ทำงานก็ได้ พวกเขาส่วนใหญ่ดูเป็นมิตรและมีความสุขที่ได้ทำงานอยู่ที่นั่นไหม? ถ้าคุณคิดถึงจำนวนเวลาที่คุณจะต้องใช้อยู่กับที่ทำงานแล้วล่ะก็ คุณก็จะตระหนักได้ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญแค่ไหนที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์และมิตรภาพต่อกันระหว่างตัวคุณกับเพื่อนร่วมงาน ถ้าคุณยังไม่รู้จักช่องทางติดต่อใด ๆ กับพวกเขา มันก็อาจจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องใช้บริการเครือข่ายที่คุณมีอยู่ ลองหาดูว่าหนึ่งในเครือข่ายคนรู้จักของคุณรู้จักใครสักคนที่ทำงานอยู่ในบริษัทนี้ไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง LinkedIn ถือเป็นเครือข่ายชั้นดีที่ควรใช้เพื่อค้นหา

  1. คุณจะรู้สึกสะดวกสบายใจกับการทำงานในสภาพแวดล้อมแบบนี้ใช่ไหม?

ออฟฟิศบางแห่งอาจมีบรรยากาศที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและเป็นทางการ แต่ออฟฟิศอื่น ๆ อาจให้ความรู้สึกผ่อนคลายเป็นกันเองมากกว่า ในขณะที่คุณอาจจะรู้สึกสะดวกสบายในสภาพแวดล้อมแบบหนึ่งมากกว่าอีกแบบหนึ่ง ทั้งสองแบบอาจไม่ใช่สถานที่ทำงานที่แย่สำหรับคุณเลยก็ได้ ถ้าคุณคิดว่าตนเองคงรู้สึกไม่สบายใจนักในสภาพแวดล้อมเฉพาะแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ลองมองหางานที่ไหนสักแห่งแทนดู

  1. วัฒนธรรมองค์กรที่นี่เข้ากันได้กับค่านิยม ทัศนคติ และเป้าหมายของคุณไหม?

ความคิดเรื่องชั่วโมงการทำงาน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ทำให้คุณอยากจะร้องไห้ใช่ไหม?  การจับสัตว์มาทดลองในห้องแล็ปทำให้คุณต้องหันหน้าหนีใช่ไหม? คุณจะพูดอย่างตรงไปตรงมาทุกครั้งไหมถึงแม้ว่ามันหมายถึง การที่คุณอาจจะต้องเสียผลประโยชน์ในบางครั้ง? เอาล่ะลองคิดดูว่า การทำงานในบริษัทที่บังคับให้ต้องทำงานนานหลายชั่วโมง การสนับสนุนให้จับสัตว์มาทดลองในห้องแล็ป และการสนับสนุนให้พนักงานของบริษัทเอาชนะทุกเรื่องเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทไว้ให้ได้อาจไม่ใช่งานสำหรับคุณก็ได้

  1. เราสามารถจัดการกับการเดินทางไปทำงานนี้ได้ใช่ไหม?

คุณควรพิจารณาว่างานที่คุณได้รับข้อเสนอนั้นไกลจากบ้านของคุณมากแค่ไหน การขับรถเป็นชั่วโมงเพื่อไปสัมภาษณ์งานเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การเดินทางไปทำงานแบบนั้นสองครั้งต่อวัน ห้าวันต่อสัปดาห์อาจจะดูมากเกินไปสำหรับคุณ ดังนั้นก่อนที่คุณจะยอมรับข้อเสนอ ลองคิดถึงจำนวนเวลาที่คุณจะต้องเสียไปกับการขับรถ หรือการเป็นผู้โดยสารอยู่ในรถไฟฟ้า หรือรถเมล์ด้วย

5 สิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จทำทุกเช้า

ลองปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นมาเพื่อรับความสำเร็จในแต่ละวันโดยการนำนิสัยที่จะทำให้คุณเป็นคนมีประสิทธิภาพสูงเหล่านี้ไปใช้

จากรายงานของ Inc. Magazine พบว่าคนที่ตื่นเช้าจะเป็นคนที่มีความมั่นใจมากกว่าและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาทำอะไรถึงทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ? ต่อไปนี้เป็นนิสัย 5 อย่างที่คนที่ประสบความสำเร็จใช้พัฒนาตนเองเพื่อเริ่มต้นแต่ละวันไปในแนวทางที่ถูกต้อง

  1. ตื่นแต่เช้าตรู่

คนในอาชีพต่าง ๆ และนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก นับตั้งแต่แจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ซีอีโอของบริษัทสแควร์ (Square Inc.) ไปจนถึงมาร์กาเรต แทชเชอร์ (Margaret Thatcher) อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษ ต่างก็เชื่อในการเริ่มต้นวันใหม่ตอนเช้าตรู่

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่อ้างตัวเองว่าเป็นพวกนกฮูกกลางคืน ลองทำตามคำท้าเรื่อง ความท้าทายในเจ็ดวัน ที่คิดขึ้นมาโดยราเชล กิลเลต (Rachel Gillett) แห่งบริษัทฟาสต์ (Fast Company) ดู โดยคลิกลิ้งค์ที่ตามมานี้เพื่อลองดูว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อราเชลและผู้อ่านของเธอตื่นขึ้นมาตอน “เช้าตรู่อย่างบ้าคลั่ง” เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

  1. หาเวลาออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย แม้จะเป็นเวลาเล็กน้อยแค่ 30 นาทีทุก ๆ เช้า ก็สามารถทำให้เกิดความแตกต่างขึ้นได้ในโลกของการทำงานตลอดทั้งวันของคุณ ความจริงแล้ว เมื่อคุณออกกำลังกายในตอนเช้า ระบบเผาผลาญของคุณจะเริ่มทำงาน และจะยังคงทำงานต่ออีกหลายชั่วโมง ซึ่งช่วยทำให้คุณรู้สึกมีพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน พยายามหาเวลาในตอนเช้าเพื่อออกกำลังกาย ก่อนที่วันทำงานของคุณจะเริ่มขึ้น แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถอดทนกับการเข้าฟิตเนสได้ใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นลองเช็ควิดีโอสำหรับ การออกกำลังกาย 30 นาที จากเว็บไซต์ Health.com นี้ดู

  1. ทานอาหารเช้าเพื่อสุขภาพ

ข้อนี้คงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมากตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะเป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่ทั้งนักวิทยาศาสตร์และคนที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพต่าง ๆ ต่างก็เห็นประโยชน์ที่ได้จากการทานอาหารเช้าดี ๆ เนื่องจากอาหารเช้าให้สารอาหารและพลังงานที่จำเป็นในการกระโดดออกไปเริ่มต้นวันใหม่หลังจากอดอาหารมาเป็นเวลาหกถึงสิบชั่วโมงในตอนกลางคืน นอกจากนี้ คุณจะมีความมุ่งมั่นตั้งใจสูงที่สุดในตอนเช้าด้วยเช่นกัน ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพจะมีผลต่ออารมณ์การตัดสินใจทำเรื่องต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างวันที่เหลือ คุณมีเวลาในตอนเช้าไม่มากนักใช่ไหม? ถ้างั้นก็ควรเตรียมมื้อเช้าของคุณเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนกลางคืน และลองหนึ่งใน 34 เมนูอาหารเช้าเพื่อสุขภาพสำหรับตอนเช้าที่ยุ่งเหยิง เหล่านี้ดู

  1. นั่งสมาธิ

จากรายงานของหนังสือพิมพ์ออนไลน์อย่าง Huffington Post กล่าวว่า การนั่งสมาธิจะช่วยลดระดับความเครียด ปรับปรุงการทำหน้าที่ของประสาทการรับรู้ให้ดีขึ้น ช่วยทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และเกิดประสิทธิผลในการทำงานได้ นอกจากนี้ยังช่วยแม้กระทั่งเรื่องการปรับสภาพร่างกายภายนอกของคุณให้ดีขึ้นได้ด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้นำองค์กรหลายคนจึงค้นพบว่า การนั่งสมาธิช่วยทำให้พวกเขาสามารถจัดการกับความเครียด และก้าวเดินไปในหน้าที่ที่ต้องแบกรับความกดดันสูงได้เป็นอย่างดี แพดมาสรี วอริเออร์ (Padmasree Warrior) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยีและกลยุทธ์ของบริษัทซิสโก้ ซิสเตม (Cisco System, Inc.) เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ไว้ว่า การนั่งสมาธิ “เป็นเหมือนการรีสตาร์ทสมองและจิตวิญญานของคุณขึ้นมาใหม่” การใช้เวลาสองสามนาทีเพื่อนั่งสมาธิในทุก ๆ เช้าสามารถทำให้จิตใจของคุณมีสติและร่างกายของคุณมีพลังในการทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จได้ในช่วงเวลาที่เหลือของวัน ลองเช็คลิสต์รายการ แอพพลิเคชั่นเพื่อการนั่งสมาธิอันดับต้น ๆ สำหรับไอโฟนหรือแอนดรอยส์ นี้ดูเพื่อเรียนรู้วิธีในการเริ่มต้นนั่งสมาธิ

  1. จินตนาการภาพที่จะเกิดขึ้นในแต่ละวัน

เบนจามิน แฟรงคลินพูดถูกที่ว่า: “ถ้าคุณวางแผนไม่เป็นล่ะก็ คุณก็กำลังวางแผนที่จะล้มเหลวแล้วล่ะ” คนที่ประสบความสำเร็จมีแนวโน้มว่าจะเป็นคนที่ชอบจดลิสต์รายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน และเป็นนักวางแผนที่มีชื่อเสียง คุณจึงควรแบ่งเวลาสักสองสามนาทีในตอนเช้าเพื่อวางแผนสิ่งที่จะทำในช่วงเวลาที่เหลือของวันนั้น ๆ ออกมา และคิดด้วยว่างานไหนสำคัญที่สุดที่ควรต้องทำให้เสร็จก่อน คุณควรจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่าง ๆ และทำให้เสร็จตั้งแต่ช่วงเช้าของวันในตอนที่คุณยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจสูงอยู่ ลองคิดดูว่าสิ่งที่คุณทำในวันนี้ช่วยส่งเสริมเป้าหมายที่ใหญ่กว่าในชีวิตของคุณได้อย่างไร และพยายามมองภาพให้ออกว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้าคุณไปถึงจุดนั้นแล้ว การตระหนักถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในชีวิตปัจจุบันของคุณจะช่วยทำให้คุณมีแรงจูงใจเป็นอย่างสูงในตอนที่คุณต้องทำงานที่ตัวเองชอบน้อยที่สุดอยู่

ลิสต์รายการทักษะการนำเสนอ

ลิสต์รายการทักษะการนำเสนอสำหรับเรซูเม จดหมายสมัครงาน และการสัมภาษณ์งาน

ทักษะการนำเสนอคืออะไรและทำไมทักษะนี้ถึงสำคัญต่อนายจ้าง? เมื่อกล่าวถึงทักษะการนำเสนอภายในบริบทของการจ้างงาน เราสามารถให้คำจำกัดความได้ว่าเป็นกระบวนการพูดนำเสนอเนื้อหาต่อหน้ากลุ่มคน กระบวนการนี้ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลักคือ การเตรียมตัว การถ่ายทอด และการติดตามผล

เมื่อทักษะการนำเสนอเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่จำเป็นสำหรับงาน นั่นหมายถึงว่า นายจ้างจะอยากรู้ว่าคุณมีความสามารถในการนำเสนอข้อมูลต่อผู้ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างมั่นใจหรือไม่ ระหว่างการสัมภาษณ์งาน คุณอาจจะถูกถามขอให้ยกตัวอย่างทักษะการนำเสนอของคุณให้ฟัง หรือถูกขอให้นำเสนองานให้ฟัง ณ ตอนนั้นเลย ดังนั้นตัวแทนบริษัทจึงจะสามารถเห็นวิธีการนำเสนองานของคุณจริง ๆ ได้ เมื่อเกิดกรณีนั้นขึ้น คุณอาจจะได้รับมอบหัวข้อมาเพื่อนำเสนอให้ฟัง หรือคุณอาจจะต้องใช้ความสามารถในการสร้างงานนำเสนอของตัวเองขึ้นมา

จงเตรียมพร้อมในการเล่าถึงทักษะของตัวเองพร้อมยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้นายจ้างในอนาคตของคุณรับรู้ ต่อไปนี้เป็นลิสต์ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการนำเสนองานในแต่ละขั้นตอน

ตัวอย่างทักษะการนำเสนอ

การเตรียมตัว

  • ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคล่าสุดสำหรับเลิกบุหรี่เพื่อเตรียมตัวนำเสนอในงานสัมมนาของผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ
  • ประเมินดูว่าผู้ฟังที่เป็นพนักงานขายต้องการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการปิดการขายแบบไหน
  • สำรวจความเห็นของพนักงานในฝ่ายเพื่อช่วยตัดสินใจว่ากลุ่มผู้เข้าฟังชอบการจัดสัมมนาเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศในรูปแบบไหนมากกว่ากัน
  • สร้างสไลค์ในเพาเวอร์พอยท์สำหรับนำเสนองานเรื่องการพัฒนาองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่อคณะกรรมการที่ปรึกษา
  • ออกแบบแผนผังและกราฟที่แสดงแนวโน้มยอดขายของไตรมาสนี้เอาไว้ล่วงหน้าก่อนนำเสนอต่อทีมผู้บริหาร
  • เรียบเรียงถ้อยคำภาษาที่จะใช้และตัวอย่างเรื่องการจัดการสถานการณ์ตึงเครียดก่อนที่จะนำเสนอต่อผู้ฟังที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • แบ่งงานที่จะนำเสนอออกเป็นหลายตอนเพื่อให้ความยาวดูสมเหตุสมผล
  • ใช้ข้อมูลเชิงสถิติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการโน้มน้าวใจผู้ฟัง
  • รวบรวมตัวอย่างและเรื่องราวที่เป็นรูปธรรมเข้าด้วยกันเพื่อแสดงให้เห็นประเด็นที่ต้องการจะสื่อ และเพื่อตรึงความสนใจของผู้ฟังเอาไว้ให้ได้
  • เตรียมเอกสาร หรือไฟล์ดิจิตอลเอาไว้แจก ดังนั้นผู้ฟังจะได้ไม่ต้องหมกมุ่นอยู่กับการจดโน้ต
  • ประชาสัมพันธ์งานที่คุณจะนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างฐานผู้เข้าฟังที่เหมาะสมขึ้นมา

การถ่ายทอด

  • การนำเสนองานโดยดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังตั้งแต่เปิดตัวขึ้นมาพูด
  • เตรียมสรุปประเด็นที่จะพูดไว้เพื่อเป็นการเกริ่นนำเข้าสู่สิ่งที่ต้องการนำเสนอ และเพื่อเป็นการถ่ายทอดเนื้อหาให้ผู้ฟังตามได้ง่ายขึ้น
  • หยุดเป็นจังหวะเพื่อเน้นย้ำประเด็นสำคัญ
  • ปรับเปลี่ยนโทนเสียงตอนที่ต้องการจะเน้นย้ำเรื่องสำคัญ
  • พูดด้วยเสียงดังชัดเจนและนุ่มนวล
  • แทรกมุขตลกเพื่อสร้างอารมณ์ขันแก่ผู้ชม
  • พูดด้วยความกระตือรือร้นและอาจมีท่าทางประกอบ
  • พูดออกไปด้วยความมั่นใจ
  • สรุปประเด็นสำคัญในตอนท้าย
  • ตอบคำถามของผู้ฟังเพื่อทำให้ประเด็นที่อาจดูคลุมเครืออยู่ชัดเจนขึ้น

การติดตามผล

  • สร้างแบบประเมินเพื่อขอความคิดเห็นจากผู้เข้าฟัง
  • แปลผลตอบรับของผู้เข้าฟังจากแบบประเมิน และปรับเนื้อหา และ/หรือนำไปถ่ายทอดต่อในการนำเสนองานครั้งหน้า
  • จัดการฐานข้อมูลผู้เข้าฟังเพื่อเอาไว้ใช้สำหรับการนำเสนองานในอนาคต
  • สัมภาษณ์ผู้เข้าฟังคนสำคัญเพื่อให้ได้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม
  • ส่งอีเมลสไลค์งานนำเสนอให้กับผู้เข้าฟัง

อะไรทำให้คุณสนใจในงานนี้?

หนึ่งในคำถามสัมภาษณ์งานที่คุณจะถูกถามระหว่างการสัมภาษณ์งานในตำแหน่งงานพาร์ทไทม์ก็คือ “อะไรทำให้คุณสนใจในงานนี้?”

แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีที่จะทำการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่คุณสมัครงานไปมาก่อนบ้าง ถึงแม้ว่าจะเป็นตำแหน่งงานพาร์ทไทม์ก็ตาม การทำเช่นนั้นจะทำให้คุณสามารถอธิบายต่อหน้าผู้สัมภาษณ์ได้ว่าทำไมคุณถึงสนใจในตำแหน่งงานนี้

ตัวอย่างคำตอบ

  • ผม/ดิฉันมีความต้องการที่จะช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ และพันธกิจขององค์กรคุณที่มุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือครอบครัวที่มีปัญหาให้กลับมาอยู่ด้วยกันจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผม/ดิฉันสร้างความแตกต่างในเชิงบวกให้เกิดขึ้นในชุมชนของเราได้ครับ/ค่ะ
  • ผม/ดิฉันรู้สึกประทับใจกับสินค้าที่บริษัทคุณผลิต และผม/ดิฉันก็สนใจอยากที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม เพื่อที่จะได้เรียนรู้กระบวนการทำงานของบริษัทคุณให้มากขึ้นครับ/ค่ะ

สีชุดที่คุณใส่ไปสัมภาษณ์งานมีผลต่อโอกาสในการได้งานของคุณอย่างไร

สีชุดที่คุณใส่ไปสัมภาษณ์งานมีผลต่อโอกาสในการได้งานของคุณอย่างไร

ทำไม “ชุดสูททรงพลัง” สีน้ำตาลของคุณถึงสามารถทำให้คุณดูเหมือนคนเฉื่อยชาได้ ทำไมคุณถึงควรทิ้งชุดสีน้ำเงินเข้มไปเสียถ้าคุณไปสัมภาษณ์งานในสายงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และจำไว้ว่าคุณไม่ควรใส่ชุดสีส้มไปสัมภาษณ์งานอย่างเด็ดขาด

อย่าใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มไปสัมภาษณ์งานในสายงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์

สีน้ำเงินเข้มสื่อถึงความเป็นผู้ประกอบการ ความน่าไว้วางใจ ความซื่อสัตย์ และความน่าเชื่อถือ สีนี้อาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับกฎหมายหรือการเงิน อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณกำลังจะไปสัมภาษณ์งานในธุรกิจที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากกว่า สีน้ำเงินอาจถูกมองว่าเป็นสีที่ดูอนุรักษ์นิยมมากเกินไป

ใส่ชุดสีดำถ้าคุณกำลังจะไปสัมภาษณ์งานในตำแหน่งผู้บริหาร

สีดำเป็นสีที่ดูแข็งแกร่งที่สุด และเป็นสีที่ดูมีอำนาจสูงที่สุดด้วย

 ถ้าเป็นไปได้คุณควรหลีกเลี่ยงการใส่สีน้ำตาลเหมือนกันทั้งชุด

สีน้ำตาลเป็นสีที่สื่อว่าคุณเป็นคนเรียบง่าย และช้าต่อการเปลี่ยนแปลง

สีเทาเป็นสีที่ดีสำหรับธุรกิจทุกรูปแบบ

สีเทาสื่อถึงความแข็งแกร่งดั่งภูผา ฉลาด และน่าเชื่อถือ

สีแดงอาจเป็นสีที่ดูแรงมากเกินไปหน่อย

สีแดงสื่อความหมายในเชิงที่จะทำให้ผู้คนชื่นชอบในตัวคุณน้อยกว่าเดิม เนื่องจากการใส่ชุดสีแดงสามารถหมายถึงว่า คุณเป็นคนที่ต้องการมีอำนาจเหนือคนอื่น หัวกบฏ และดื้อรั้น

คุณต้องการปรากฎตัวโดยทำให้คนอื่นคิดว่าคุณเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ใช่ไหม? ถ้าเช่นนั้นก็จงใส่สีขาว 

สีขาวเป็นสีที่จะทำให้คุณมั่นใจได้อีกครั้งว่า คุณได้ถ่ายทอดความรู้สึกของการเริ่มต้นใหม่ ความยุติธรรม และความบริสุทธิ์ออกไปให้คนอื่นได้รับรู้

ทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกผ่อนคลายด้วยสีเขียว

สีเขียวเป็นสีที่มักจะเกี่ยวข้องกับการให้ความรู้สึกสงบและสุขภาพดี เช่นเดียวกับความมั่งคั่งร่ำรวย และความสำเร็จ

สื่อความหมายออกไปว่า คุณเป็นคนพิเศษที่ไม่เหมือนใครด้วยสีม่วงหรือสีเหลือง

สีม่วงสื่อถึง ความเป็นศิลปินและความมีเอกลักษณ์ ในขณะที่สีเหลืองสื่อนัยยะสำคัญถึง การมองโลกในแง่ดีและความคิดสร้างสรรค์

คุณจะเลือกใส่สีอะไรก็ได้ แต่กรุณาอย่าใส่สีส้มเป็นอันขาด

สีส้มติดอันดับแรกของรายการสีที่แย่ที่สุดจากผลสำรวจของเว็บไซต์ CareerBuilder โดย 25 เปอร์เซนต์ของนายจ้างต่างกล่าวว่าสีส้มเป็นสีที่มีแนวโน้มบ่งชี้ได้ว่าพวกเขากำลังพบเจอกับคนที่ไม่เป็นมืออาชีพมากที่สุดอยู่

ทักษะการฟังอย่างตั้งใจ (พร้อมตัวอย่างประกอบ)

การฟังอย่างตั้งใจเป็นกระบวนการที่คนเราใช้เก็บข้อมูลจากอีกคนหรืออีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งองค์ประกอบของการฟังอย่างตั้งใจยังรวมไปถึงวิธีในการดึงข้อมูลที่หากไม่ถามอีกฝ่ายก็อาจจะไม่พูดออกมา

เช่นเดียวกับการคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ และการแก้ปัญหา การฟังอย่างตั้งใจก็ถือเป็นทักษะทางสังคมอย่างหนึ่งที่นายจ้างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อคุณไปสัมภาษณ์งาน คุณก็ควรใช้เทคนิคการฟังอย่างตั้งใจเพื่อแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นถึงทักษะที่คุณมี

คุณควรฟังคำถามของผู้สัมภาษณ์อย่างตั้งใจ ถ้าจำเป็นก็ควรถามเพื่อคลายข้อสงสัยที่ยังมีอยู่ และควรรอจนกว่าผู้สัมภาษณ์จะพูดจบจึงค่อยตอบ

ตัวอย่างของเทคนิคการฟังอย่างตั้งใจ

เทคนิคการฟังอย่างตั้งใจหมายความรวมถึง:

  • การสร้างความเชื่อน่าเชื่อถือและแสดงความเป็นมิตร
  • แสดงถึงความใส่ใจต่อเรื่องที่ฟัง
  • ทวนประโยคที่คู่สนทนาพูดซ้ำอีกครั้งโดยเปลี่ยนคำพูดแต่มีใจความเดิมเพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณเข้าใจในเรื่องที่อีกฝ่ายหนึ่งพูดไป
  • แสดงท่าทางให้เห็นว่าคุณเข้าใจในเรื่องที่เขาพูดโดยไม่ต้องพูดแทรกเช่น พยักหน้า สบตา และเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
  • ใช้คำพูดสั้น ๆ ที่ยืนยันได้ว่าคุณตั้งใจฟังอยู่เช่น ผม/ดิฉันพอจะมองเห็นภาพครับ/ค่ะ ผม/ดิฉันรู้แล้วครับ/ค่ะ แน่นอนว่าผม/ดิฉันก็เห็นด้วยครับ/ค่ะ หรือ ผม/ดิฉันเข้าใจดีครับ/ค่ะ
  • ถามคำถามปลายเปิด
  • ถามคำถามที่เฉพาะเจาะจงลงไปเพื่อให้เข้าใจเรื่องราวได้อย่างชัดเจน
  • รอจนกว่าจะมีโอกาสแสดงความคิดเห็น
  • พูดถึงประสบการณ์ที่คล้ายกันให้ฟังเพื่อแสดงว่าคุณเข้าใจในเรื่องที่เขาพูด

ตัวอย่างของการฟังอย่างตั้งใจ

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างคำพูดและคำถามบางข้อที่เกิดขึ้นจากการฟังอย่างตั้งใจ:

  • ถ้าเช่นนั้น คุณกำลังจะบอกว่าเพราะคุณไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นผู้บังคับบัญชาคนใหม่ของคุณกันแน่ นั่นจึงทำให้คุณเครียดสินะครับ/คะ
  • ผม/ดิฉันก็อยากช่วยคุณเป็นอย่างมากเลยครับ/คะ ผม/ดิฉันรู้ดีว่าคุณกำลังเผชิญกับเรื่องท้าทายซึ่งยากจะที่จะผ่านไปได้บางเรื่องอยู่
  • ผม/ดิฉันเข้าใจดีว่าคุณอยากได้รับคำติชมเรื่องผลการทำงานของคุณบ่อยครั้งมากกว่านี้
  • บอกผม/ดิฉันมาเถอะครับ/คะว่า ผม/ดิฉันสามารถทำอะไรเพื่อช่วยคุณได้บ้าง
  • ผม/ดิฉันก็เห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นอยู่นี้เป็นเรื่องที่คุณคงไม่สามารถอดทนอดกลั้นได้อีกต่อไป คุณอยากจะให้เรื่องราวเปลี่ยนแปลงไปแบบไหนล่ะครับ/คะ?
  • ผม/ดิฉันก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่รู้สึกขัดใจเป็นอย่างมากเช่นกันกับการที่ต้องกลับไปทำงานหลังจากเพิ่งคลอดลูกชายตัวเอง
  • ผม/ดิฉันก็คิดว่าการวิพากษ์วิจารณ์ของคุณจอห์นน่าจะทำให้คุณรู้สึกขุ่นเคืองมาก เรื่องไหนที่เขาวิพากษ์วิจารณ์แล้วคุณรู้สึกว่ามันรบกวนจิตใจของคุณที่สุดครับ/คะ?
  • ช่วยบอกรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอของคุณที่จะให้ปรับวิธีบริหารจัดการในแผนกใหม่ให้ผม/ดิฉันฟังมากกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ/คะ
  • ดังนั้น ในความคิดของคุณหมายความว่า พวกเราจำเป็นต้องใช้ความพยายามทำการตลาดผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ด้วยสินะครับ/คะ